คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/2569 : ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3
เรื่องเล่าทางกฎหมายจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/2569
บทนำ: จุดเริ่มต้นของคดีและการจับกุมในจังหวัดอุตรดิตถ์
เรื่องราวทางกฎหมายคดีนี้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุ ตรดิตถ์ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจได้ดำเนินคดีกับ นาย ฉ. (จำเลยที่ 1) พร้อมพวก คือ จำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน)
ในระหว่างกระบวนการสอบสวนและจับกุม ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญประการหนึ่งขึ้น กล่าวคือ จำเลยที่ 2 ได้ตัดสินใจให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม
ส่วนที่ 1: การดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและการพิพากษาครั้งแรก
เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานและมีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสองและวรรคสาม, 91, และมาตรา 100/2 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
ศาลชั้นต้นได้กำหนดโทษเดิมและคำนวณการเพิ่มโทษเนื่องจากกระทำความผิดซ้ำ ตลอดจนลดโทษจากการรับสารภาพ ดังนี้:
ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน:
โทษเริ่มต้น: จำคุกคนละ 4 เดือน
เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97: เป็นจำคุกคนละ 6 เดือน
ลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78: คงจำคุกคนละ 3 เดือน
ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย:
โทษเริ่มต้น (ซึ่งได้รับการใช้อำนาจตามมาตรา 100/2 สำหรับจำเลยที่ 2 แล้ว): จำคุกคนละ 32 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท
เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 97: เป็นจำคุกคนละ 48 ปี และปรับคนละ 900,000 บาท
ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78: คงจำคุกคนละ 24 ปี และปรับคนละ 450,000 บาท
ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน:
โทษเริ่มต้น: จำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 320,000 บาท
เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 97: เป็นจำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 480,000 บาท
ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78: คงจำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 240,000 บาท
เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทง ศาลชั้นต้นสั่งจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 27 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 690,000 บาท โดยหากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการกักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 (กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี) พร้อมริบของกลาง
ส่วนที่ 2: จุดเปลี่ยนทางกฎหมายและการยื่นคำร้องกำหนดโทษใหม่
หลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว ประเทศไทยได้มีการยกเลิกและปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดครั้งใหญ่ โดยมีการตรา ประมวลกฎหมายยาเสพติด ขึ้นมาใช้บังคับแทนกฎหมายฉบับเดิม
ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ได้วางหลักทั่วไปไว้ว่า หากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลัง ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด
จำเลยทั้งสองซึ่งกำลังรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำ จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)
การพิจารณาของศาลชั้นต้น: ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องและมีคำสั่งกำหนดโทษจำเลยทั้งสองใหม่ โดยเมื่อวางโทษ เพิ่มโทษ และลดโทษรวมทุกข้อหาแล้ว สั่งคงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 21 ปี 6 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 350,000 บาท
การอุทธรณ์ของจำเลย: จำเลยทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วย จึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด
ส่วนที่ 3: คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และข้อผิดพลาดทางกฎหมาย
ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดได้พิจารณาอุทธรณ์และพิพากษาแก้การกำหนดโทษใหม่ โดยปรับเปลี่ยนการจัดกลุ่มความผิดและการเพิ่มโทษ ดังนี้:
การรวมกระทงความผิด: ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90 และมาตรา 145 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงกรรมเดียว
การปรับการเพิ่มโทษ: เปลี่ยนบทเพิ่มโทษเป็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 โดยเพิ่มโทษหนึ่งในสาม (จากเดิมเพิ่มกึ่งหนึ่ง)
การคำนวณโทษใหม่ของศาลอุทธรณ์:
ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย: กำหนดโทษจำคุก 20 ปี และปรับ 600,000 บาท -> เพิ่มโทษ 1/3 เป็นจำคุก 26 ปี 8 เดือน และปรับ 800,000 บาท -> ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ 400,000 บาท
ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน: กำหนดโทษจำคุก 5 เดือน 10 วัน -> ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน
รวมโทษจำคุกศาลอุทธรณ์: จำคุกคนละ 13 ปี 6 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 400,000 บาท
ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในชั้นศาลอุทธรณ์
ในการกำหนดโทษใหม่ครั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ มิได้ปรับบทกำหนดโทษลดลงเป็นพิเศษให้แก่จำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 (หรือประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 153) สำหรับกรณีที่จำเลยที่ 2 เคยให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ตำรวจในการจับกุม
จำเลยที่ 2 จึงยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา (โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา) ในประเด็นข้อกฎหมายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ปรับบทกำหนดโทษให้ตนตามมาตรา 100/2 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ส่วนที่ 4: การวินิจฉัยของศาลฎีกาและการตีความบทบัญญัติที่เป็นคุณ
ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 โดยมีประเด็นในการตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) อย่างเป็นระบบ:
[การวิเคราะห์หลักกฎหมายของศาลฎีกา]
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)
│
├── "กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด หรือ กฎหมายที่ใช้ในภายหลัง"
│ └── หมายความรวมถึง "บทบัญญัติถึงโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิด"
│ └── รวมถึงการลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดฯ มาตรา 100/2
│
├── เปรียบเทียบกฎหมายใหม่ vs กฎหมายเก่า:
│ ├── ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 153 (กฎหมายใหม่): ยังคงให้สิทธิลดโทษแก่ผู้แจ้งข้อมูล
│ └── พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 (กฎหมายขณะทำผิด): เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2
│
└── สรุปผล: การที่ศาลอุทธรณ์ละเว้นไม่ใช้ มาตรา 100/2
└── ทำให้จำเลยได้รับโทษ "หนักกว่า" โทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
1. การตีความคำว่า "กฎหมายที่เป็นคุณ" ตามมาตรา 3
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า "กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด" หรือ "กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 นั้น หมายความรวมถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นด้วย
ในคดีนี้ การที่จำเลยที่ 2 ได้เคยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามยาเสพติดแก่ตำรวจ เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเคยลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิด
ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่โดย ไม่ใช้อำนาจลดโทษตามมาตรา 100/2 จึงส่งผลให้จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษ หนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
2. การขยายผลไปยังจำเลยที่ 1 (ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย)
ในคดีนี้ มีประเด็นน่าสนใจคือ จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นฎีกาขึ้นมายังศาลฎีกา มีเพียงจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่ฎีกา
อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาการปรับบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) เป็น ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง
ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225
และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3
ส่วนที่ 5: สรุปตอนจบและผลทางกฎหมาย
ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยให้ปรับบทกำหนดโทษจำเลยทั้งสองตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ด้วย
ลำดับการคำนวณโทษใหม่โดยศาลฎีกา (สำหรับจำเลยทั้งสอง):
ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย:
วางโทษลดพิเศษตามมาตรา 100/2: จำคุกคนละ 15 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท
เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92: เป็น จำคุกคนละ 20 ปี และปรับคนละ 800,000 บาท
ลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากรับสารภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78: คงจำคุกคนละ 10 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท
ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน:
คงไว้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์: จำคุกคนละ 2 เดือน 20 วัน
รวมโทษจำคุกสุทธิทุกข้อหา:
คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 400,000 บาท
(นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์)
ตารางเปรียบเทียบการกำหนดโทษจำเลยในแต่ละชั้นศาล
| ชั้นศาล | ฐานความผิดที่ลงโทษ | โทษจำคุกรวม | โทษปรับรวม | หมายเหตุสำคัญ |
คำพิพากษาเดิม (ศาลชั้นต้น) | เสพ + ครอบครองเพื่อจำหน่าย + จำหน่าย (หลายกรรมต่างกัน) | 27 ปี 3 เดือน | 690,000 บาท | ใช้ พ.ร.บ. ยาเสพติดฯ พ.ศ. 2522 เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม ม.97 |
คำสั่งกำหนดโทษใหม่ (ศาลชั้นต้น) | ปรับบทตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) | 21 ปี 6 เดือน 20 วัน | 350,000 บาท | ศาลชั้นต้นทบทวนโทษหลังมีประมวลกฎหมายยาเสพติด |
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ | เสพ + รวมครอบครองเพื่อจำหน่ายกับจำหน่ายเป็นกรรมเดียว | 13 ปี 6 เดือน 20 วัน | 400,000 บาท | เปลี่ยนเพิ่มโทษเป็น 1/3 (ม.92) แต่ละเว้นไม่ใช้ มาตรา 100/2 |
คำพิพากษาศาลฎีกา (4000/2569) | เสพ + ครอบครองเพื่อจำหน่าย (กรรมเดียว) | 10 ปี 2 เดือน 20 วัน | 400,000 บาท | ปรับบทให้ใช้ มาตรา 100/2 และขยายผลให้จำเลยที่ 1 ด้วย [cite: 2] |
บทสรุปและสาระสำคัญทางกฎหมาย (Legal Takeaways)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/2569 ได้วางหลักกฎหมายที่สำคัญยิ่งไว้ 3 ประการ:[cite: 2]
ขอบเขตของกฎหมายที่เป็นคุณตาม ป.อ. มาตรา 3: คำว่า "กฎหมายที่เป็นคุณ" ในการกำหนดโทษใหม่ มิได้หมายถึงเฉพาะอัตราโทษขั้นสูงหรือขั้นต่ำตามมาตราปกติเท่านั้น แต่ยังรวมถึง บทบัญญัติเงื่อนไขพิเศษที่สั่งให้ลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำ (เช่น พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2) ด้วย การกำหนดโทษใหม่หลังการแก้ไขกฎหมายจะต้องไม่ละทิ้งเงื่อนไขที่เป็นคุณเหล่านี้ จนทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้น[cite: 2]
การคุ้มครองผู้ให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงาน: ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เคยให้ข้อมูลสำคัญในการปราบปรามยาเสพติด ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิในการลดหย่อนโทษตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ทั้งในกฎหมายเก่าและประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ (มาตรา 153)[cite: 2]
อำนาจศาลเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย: ปัญหาการลงโทษให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ถือเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยร่วมบางคนจะไม่ได้ยื่นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้บทกำหนดโทษให้เป็นคุณแก่จำเลยทุกคนในคดีได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น